เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์กำลังจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ระบบไฟฟ้าโดยรวมยังคงเสถียรและปลอดภัยอยู่เสมอ หัวเว่ยจึงได้นำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง AI และคลาวด์ มาใช้วิเคราะห์และคาดการณ์ 10 เทรนด์สำคัญแห่งอนาคตในปี 2568 ที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโซลาร์ให้มีต้นทุนถูกลง, เป็นมิตรต่อระบบไฟฟ้ามากขึ้น, และมีความปลอดภัยน่าเชื่อถือสูงสุด
เทรนด์ที่ 1: การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ประเด็นสำคัญ: โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กว่า 90% ทั่วโลกจะเข้าสู่ระบบดิจิทัล
ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หลายแห่งยังคงใช้เครื่องมือและระบบจัดการแบบเก่า ซึ่งมักจะขาดประสิทธิภาพและเสี่ยงต่อข้อมูลที่ผิดพลาด แต่ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง 5G และคลาวด์ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 โรงไฟฟ้าโซลาร์กว่า 90% ทั่วโลกจะถูกยกระดับสู่ “ระบบดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเป็นไปอย่างชาญฉลาด ตรวจสอบข้อมูลได้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมมาก
เทรนด์ที่ 2: ยกระดับความอัจฉริยะด้วย AI

ประเด็นสำคัญ: โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กว่า 70% จะหันมาใช้เทคโนโลยี AI
เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) กำลังจะเข้ามาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อแก้ปัญหาความซับซ้อนในการดูแลรักษาที่เพิ่มขึ้น โดย AI สามารถทำงานหลักๆ ได้คือ: “ตรวจจับ” ความผิดปกติของอุปกรณ์ได้เอง, “สั่งการ” ให้แผงหันรับแสงเพื่อผลิตไฟให้ได้มากที่สุด, และ “บริหาร” การกักเก็บและปล่อยพลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อสร้างกำไรสูงสุด
ดังนั้น แม้การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะมีต้นทุนถูกลง แต่ด้วยความซับซ้อนที่มากขึ้น ทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการจะหันมาเลือกใช้มากขึ้นในอนาคต
เทรนด์ที่ 3: โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ไร้มนุษย์

ประเด็นสำคัญ: ภาระงานในโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กว่า 80% จะไม่ต้องใช้มนุษย์อีกต่อไป
เทคโนโลยี AI และ IoT (Internet of Things) จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการดูแลรักษาโรงไฟฟ้าโซลาร์ โดยจะมีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน: AI จะรับหน้าที่ “คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ” เรียนรู้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วน โดรนและหุ่นยนต์จะรับผิดชอบ “งานภาคสนาม” ที่อันตราย, ต้องทำซ้ำ หรือต้องการความแม่นยำสูง การแบ่งงานที่ลงตัวนี้จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย จนหัวเว่ยคาดการณ์ว่า โรงไฟฟ้าโซลาร์ในอนาคตอาจทำงานได้เองทั้งหมดโดยไม่ต้องมีมนุษย์
เทรนด์ที่ 4: สนับสนุนโรงงานไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง

ประเด็นสำคัญ: โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์จะเปลี่ยนบทบาทจาก “การปรับตัวตามโรงงานไฟฟ้า” สู่ “การสนับสนุนโรงงานไฟฟ้า”
เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าในปริมาณมาก อาจทำให้โครงข่ายไฟฟ้าโดยรวมขาดความเสถียรได้ ดังนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้าโซลาร์จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองจากการเป็นแค่ “ผู้ผลิตไฟฟ้า” มาเป็น “ผู้ช่วยรักษาสมดุล” ให้กับระบบไฟฟ้า
อุปกรณ์สำคัญที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้คือ “อินเวอร์เตอร์” ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติขั้นสูง 4 อย่าง คือ สามารถทำงานในระบบไฟฟ้าที่อ่อนแอได้, สร้างสัญญาณไฟฟ้าที่สะอาดปราศจากคลื่นรบกวน, ทนทานต่อสภาวะไฟตก-ไฟเกิน และช่วยรักษาความถี่ของไฟฟ้าให้คงที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต
เทรนด์ที่ 5: เซลล์แสงอาทิตย์ + การจัดเก็บ

ประเด็นสำคัญ: สัดส่วนของระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่มาคู่กับการกักเก็บพลังงานจะมีมากกว่า 30%
กฎเกณฑ์ของระบบไฟฟ้าในอนาคตจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมความเสถียรและจัดการช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) แนวทางนี้ ประกอบกับราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลง ทำให้ “ระบบกักเก็บพลังงาน” หรือแบตเตอรี่ กำลังจะกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มาพร้อมกับโซลาร์เซลล์ จึงคาดการณ์ได้ว่าภายในปี 2568 ระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งใหม่กว่า 30% จะมีแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บพลังงานติดตั้งมาด้วย เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับระบบไฟฟ้า
เทรนด์ที่ 6: โรงไฟฟ้าเสมือน

ประเด็นสำคัญ: ระบบที่อยู่อาศัยกว่า 80% จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP)
ในอีก 5 ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้าโซลาร์ขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ตามบ้านและโรงงานต่างๆ จะถูกเชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยีอย่าง 5G, Cloud, และ Blockchain การเชื่อมต่อนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “โรงไฟฟ้าเสมือน” (VPP) ซึ่งเป็นระบบควบคุมกลางที่สามารถบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเล็กๆ ทั้งหมดได้ ราวกับเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งเดียว
หน้าที่ของ VPP คือการจัดสรรการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, สร้างบริการใหม่ๆ ให้กับระบบพลังงาน, และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ให้เติบโตต่อไป
เทรนด์ที่ 7: ความปลอดภัยในการใช้งาน

ประเด็นสำคัญ: เทคโนโลยีตัดวงจรอาร์กฟอลต์ (AFCI) จะกลายเป็นฟีเจอร์ที่ต้องมีในระบบการจำหน่ายไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา และจะกลายมาเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ
ยิ่งโซลาร์เซลล์ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ ความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้งานก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจาก “ไฟฟ้าอาร์ก” (ประกายไฟในระบบ) ที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ชำรุดหรือสายไฟเก่า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอัคคีภัย ดังนั้น เทคโนโลยี AFCI ซึ่งเป็นระบบตัดวงจรอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับและหยุดไฟฟ้าอาร์กได้ทันที จึงกำลังจะกลายเป็น ฟังก์ชันมาตรฐานที่จำเป็น สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และในไม่ช้า AFCI จะกลายเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสากลของอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ต่อไป
เทรนด์ที่ 8: ความหนาแน่นของพลังงานที่สูงกว่าเดิม

ประเด็นสำคัญ: ความหนาแน่นพลังงานของอินเวอร์เตอร์จะเพิ่มขึ้นกว่า 50%
เทรนด์สำคัญในปัจจุบันคือการลดต้นทุนพลังงาน ซึ่งผลักดันให้แผงโซลาร์เซลล์มีกำลังการผลิตสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการให้อินเวอร์เตอร์ดูแลรักษาง่ายขึ้นด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ “อินเวอร์เตอร์” จึงจำเป็นต้องมี “ความหนาแน่นของพลังงาน” ที่สูงขึ้น กล่าวคือ มีขนาดเล็กลงแต่สามารถรองรับกำลังไฟที่สูงขึ้นได้
ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นได้จากวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ยุคใหม่อย่าง SiC และ GaN ประกอบกับระบบควบคุมที่ฉลาดขึ้น จึงคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์จะเพิ่มขึ้นกว่า 50% เลยทีเดียว
เทรนด์ที่ 9: ดีไซน์แบบแยกส่วน

ประเด็นสำคัญ: ส่วนประกอบหลัก เช่น อินเวอร์เตอร์, PCS และอุปกรณ์กักเก็บพลังงานได้รับการออกแบบให้สามารถแยกส่วนได้
เมื่อโรงไฟฟ้าโซลาร์มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญก็สูงขึ้นตามไปด้วย เทรนด์ใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมจึงเป็นการ “ออกแบบแบบโมดูล” ซึ่งทำให้อุปกรณ์สำคัญอย่างอินเวอร์เตอร์และระบบกักเก็บพลังงาน สามารถ ถอดเปลี่ยนและต่อขยายได้ง่ายเหมือนการเสียบปลั๊ก (Plug-and-Play) ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุง แค่เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสีย และยังสามารถเพิ่มขนาดของระบบในอนาคตได้อย่างราบรื่น แนวทางนี้จึงช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและการดูแลรักษา (O&M) ได้อย่างชัดเจน
เทรนด์ที่ 10: ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

ประเด็นสำคัญ: ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือได้กลายเป็นข้อกำหนดที่จำเป็นสำหรับโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์
เมื่อโรงไฟฟ้าโซลาร์ทั่วโลกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและมีความซับซ้อนมากขึ้น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ ความปลอดภัยนี้มี 2 ด้าน คือ ความปลอดภัยของตัวโรงไฟฟ้า ที่ต้องป้องกันจากการโจมตี และ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน ที่ต้องถูกเก็บเป็นความลับ ทำให้ระบบโซลาร์ในอนาคตจำเป็นต้องมีความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุด
ด้วยวิสัยทัศน์นี้ และการมาถึงของเทคโนโลยี 5G, Cloud และ AI ที่กำลังสร้างโลกอัจฉริยะที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อถึงกัน หัวเว่ยจึงได้นำเสนอ 10 เทรนด์สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในปี 2568 เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างอนาคตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดที่ทั้งฉลาดและปลอดภัย
แหล่งที่มา:
https://www.greennetworkthailand.com/trends-พลังงานแสงอาทิตย์/


